ใครเคยมีประสบการณ์แบบนี้บ้าง สวมหมวกใบสุดที่รักออกไปเที่ยวห้าง แต่กลับต้องมาเปื้อนกับคราบแป้งที่เราแต่งหน้าไป หรือคราบอะไรก็ตามที่เราต้องพาหมวกอันสุดแสนจะรักไปเผชิญกับโลกภายนอก ซึ่งหมวกนั้นต่างจากเสื้อผ้าตรงที่ ถ้าเสื้อผ้าเปื้อนแล้วเราก็โยนมันลงเครื่องได้สบายๆ แล้วเราจะมีวิธีจัดการกับปัญหาหมวกมีรอยเปื้อนได้อย่างไร

แปรงสีฟัน ไว้ทำความสะอาดหมวก

ฉันได้ตามล่าหาข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านหมวกคนหนึ่ง ที่มีประสบการณ์ด้านหมวกมายาวนานกว่า 10 ปี นั้นก็คือ “พี่งาม” ด้วยความสงสัยอย่างแรงกล้า จึงรีบเดินเข้าไปหาพี่งามอย่างรวดเร็ว พี่งามได้ให้ข้อมูลว่า หมวกนั้นมีด้วยกันหลายประเภทวิธีการทำความสะอาดก็แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเนื้อผ้า แต่ที่คนไทยส่วนใหญ่นิยมนำมาใช้ทำหมวก ได้แก่ ผ้าcotton และ ผ้าpolyester พี่งามให้เหตุผลว่าที่นิยมใช้ผ้า 2 ชนิดนี้ก็เพราะเป็นผ้าที่สามารถระบายความร้อนได้ดี เนื่องจากบ้านเราเป็นเมืองร้อน ส่วนการนำหมวกไปซักกับเครื่องนั้นพี่งามบอกว่าไม่ขอแนะนำเลย ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็อย่าเอาไปลงเครื่องซักผ้าเลย ให้เอาหมวกที่มีรอยเปื้อนมาซักเฉพาะจุดดีกว่า วิธีการง่ายๆ ในการทำความสะอาดหมวกก็คือ นำน้ำสบู่มาทาบริเวณที่มีรอยเปื้อน แล้วก็เอาแปรงสีฟันที่เก่าๆ มาถูเบาๆ จนกระทั่งรอยเปื้อนค่อยๆ จางไป หลังจากนั้นก็นำสำลีชุบกับน้ำเปล่ามาถูซ้ำเพื่อล้างคราบน้ำสบู่ออกอีกทีหนึ่ง พอทำความสะอาดเสร็จแล้วก็นำหมวกไปตากกับแดด แต่ต้องเป็นแดดอ่อนๆ นะ ไม่เช่นนั้นแล้วจะทำให้มหมวกเกิดอาการสีซีดขึ้นมาทันทีเลย ส่วนวิธีการตากหมวกนั้นให้นำหมวกมาวางในแนวราบกับพื้น ที่ต้องวางอย่างนี้ก็เพราะหมวกจะได้ไม่เสียทรง

หมวก

โรงงานหมวก rockygarment

เดี่ยวตอนหน้าเราจะมาเจาะลึกถึงรายละเอียดว่า ถ้าหมวกเปื้อนด้วยรอยปากกา คราบลิปสติก หรือคราบอื่นๆ อีกมากมาย เราควรจะใช้อะไรทำความสะอาดดี ท้ายที่สุดนี้ต้องขอขอบคุณพี่งามมากๆ เลยที่ยอมสละเวลามาตอบปัญหา ขอบคุณค่ะ…

ภาพที่ 1 อุปกรณ์ที่ใช้ทำความสะอาดหมวกแบบง่ายๆ (แปรงสีฟัน) ที่มา : women.mthai.com/views_health_11_47_36296_1.women (29/03/2553)
ภาพที่ 2 พนักงานกำลังตรวจสอบความเรียบร้อยของหมวกก่อนส่งมอบถึงลูกค้า (1) ที่มา : http://www.rockygarment.com/

หมวกนับเป็นอาภรณ์ประดับกายของมนุษย์ ที่ช่วยเพิ่มความสวยงาม ส่งเสริมบุคคลิกภาพและความมั่นใจในการสวมใส่
นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ใช้สอยในเรื่องการป้องกันแสงแดด รังสียูวี และระดับความชื้นให้กับร่างกายอีกด้วย
หมวกนับเป็นอาภรณ์ประดับกายของมนุษย์ ที่ช่วยเพิ่มความสวยงาม ส่งเสริมบุคคลิกภาพและความมั่นใจในการสวมใส่
นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ใช้สอยในเรื่องการป้องกันแสงแดด รังสียูวี และระดับความชื้นให้กับร่างกายอีกด้วย

ผลการสำรวจของนักวิจัยไทยพบว่า ค่าความเข้มของรังสียูวีในประเทศไทยโดยเฉลี่ยแล้วมีค่ามากกว่า 4 กิโลจูนต่อตารางเมตรในหนึ่งวัน (kJ/m2-day)
ซึ่งเป็นระดับที่เป็นอันตรายกับผิวหนังของคนเรา ดังนั้นการสวมหมวกจึงเป็นเครื่องช่วยป้องกันภัยจากรังสียูวีอีกอย่างหนึ่ง ที่มีความคล่องตัวในการพกพาและใช้งาน
การสวมใส่หมวกปีกกว้างที่มีขนาดปีกตั้งแต่ 3 นิ้วขึ้นไป จะช่วยลดปริมาณแสงยูวีได้ถึงร้อยละ 50 ในขณะเดียวกันก็ยังช่วยปกป้องผิวหน้าจากแสงแดดและลม
ที่จะทำให้เกิดโรคตาต่างๆเช่น ต้อกระจก ต้อลม ช่วยป้องกันการเกิดความผิดปกติของการเจริญเติบโตของเม็ดสีผิว(melanin) บนใบหน้า
เช่น ฝ้าและจุดด่างดำต่างๆ อันเป็นศัตรูความงามของคุณผู้หญิง และหมวกนี่เองที่ช่วยปกคลุมศีรษะ เก็บกักความชื้นจากร่างกายส่วนหนึ่งที่ไม่ให้ระเหยไปกับความร้อนในอากาศ
เพื่อช่วยรักษาสมดุลให้กับร่างกาย อีกทั้งป้องกันเส้นผมไม่ให้ถูกทำร้ายจากรังสียูวี อันจะทำให้เส้นผมเสีย แห้ง แตกปลายอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม หมวกเป็นเพียงตัวช่วยป้องกันได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น ควรที่จะหลีกเลี่ยงช่วยเวลาที่มีแสงแดดจ้า สวมใส่แว่นกันแดดเพื่อช่วยถนอมดวงตา
ทาครีมกันแดดที่มีค่าSPFให้เหมาะสมกับการป้องกันผิวหนังจากแสงแดด ดื่มน้ำให้เพียงพอเมื่อต้องอยู่ในบริเวณที่มีแสงแดดจ้าเพื่อรักษาระดับความชื้นภายในร่างกาย
สุดท้ายอย่าลืมพกอุปกรณ์ช่วยกันแดดเช่น”หมวก”ติดกระเป๋าไว้ตลอดเวลานะคะ
ผลการสำรวจของนักวิจัยไทยพบว่า ค่าความเข้มของรังสียูวีในประเทศไทยโดยเฉลี่ยแล้วมีค่ามากกว่า 4 กิโลจูนต่อตารางเมตรในหนึ่งวัน (kJ/m2-day)
ซึ่งเป็นระดับที่เป็นอันตรายกับผิวหนังของคนเรา ดังนั้นการสวมหมวกจึงเป็นเครื่องช่วยป้องกันภัยจากรังสียูวีอีกอย่างหนึ่ง ที่มีความคล่องตัวในการพกพาและใช้งาน
การสวมใส่หมวกปีกกว้างที่มีขนาดปีกตั้งแต่ 3 นิ้วขึ้นไป จะช่วยลดปริมาณแสงยูวีได้ถึงร้อยละ 50 ในขณะเดียวกันก็ยังช่วยปกป้องผิวหน้าจากแสงแดดและลม
ที่จะทำให้เกิดโรคตาต่างๆเช่น ต้อกระจก ต้อลม ช่วยป้องกันการเกิดความผิดปกติของการเจริญเติบโตของเม็ดสีผิว(melanin) บนใบหน้า
เช่น ฝ้าและจุดด่างดำต่างๆ อันเป็นศัตรูความงามของคุณผู้หญิง และหมวกนี่เองที่ช่วยปกคลุมศีรษะ เก็บกักความชื้นจากร่างกายส่วนหนึ่งที่ไม่ให้ระเหยไปกับความร้อนในอากาศ
เพื่อช่วยรักษาสมดุลให้กับร่างกาย อีกทั้งป้องกันเส้นผมไม่ให้ถูกทำร้ายจากรังสียูวี อันจะทำให้เส้นผมเสีย แห้ง แตกปลายอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม หมวกเป็นเพียงตัวช่วยป้องกันได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น ควรที่จะหลีกเลี่ยงช่วยเวลาที่มีแสงแดดจ้า สวมใส่แว่นกันแดดเพื่อช่วยถนอมดวงตา
ทาครีมกันแดดที่มีค่าSPFให้เหมาะสมกับการป้องกันผิวหนังจากแสงแดด ดื่มน้ำให้เพียงพอเมื่อต้องอยู่ในบริเวณที่มีแสงแดดจ้าเพื่อรักษาระดับความชื้นภายในร่างกาย
สุดท้ายอย่าลืมพกอุปกรณ์ช่วยกันแดดเช่น”หมวก”ติดกระเป๋าไว้ตลอดเวลานะคะ

คงจะสงสัยกันละสิค่ะ ว่าไอ้เจ้า “หมวกกุ้ยเล้ย” นี้มันคืออะไร ทำไมชื่อแปลกๆ ไม่คุ้นหูเอาสะเลย สงสัยว่ามันต้องเป็นหมวกที่มีหน้าตาแปลก
ประหลาดแน่ๆ ชื่อก็ออกแนวจีนๆ ด้วยสิ สงสัยคงจะเป็นหมวกของทางประเทศจีนแน่ ครั้งแรกที่ผู้เขียนได้ชื่อหมวกชนิดนี้ก็พลอยให้นึกไปไกลเชียว

หมวกกุ้ยเล้ย

หมวกกุ้ยเล้ย

ชื่อ “หมวกกุ้ยลุ้ย” ได้ยินครั้งแรกเมื่อตอนที่ไปเที่ยวเมืองโบราณ (สมุทรปราการ) พอไปถึงก็จัดการหาเช่าจักรยานปั้น ที่โน้นเขามีการจำลอง
โบราณสถานที่ดังๆ ของบ้านเรามาจำลองไว้ให้ได้ดูกัน ใหญ่มาเลยนะค่ะ แถมยังมีการจำลองวิถีชีวิตของคนไทยในภาคต่างๆ และที้นั้นแหละค่ะ ที่
ฉันได้เห็นคุณลุงแก่คนหนึ่ง แก่กำลังนั่งสานไม้ไผ่อยู่ใต้ถุนบ้าน (ทรงไทย) ฉันก็ถามแก่ว่า “ลุงค่ะสานอะไรอยู่ค่ะ” (ลุงแก่ก็ทำท่าสานอย่างรวดเร็ว) ลุง
ก็ตอบมาว่า “กำลังทำหมวกกุ้ยเล้ย” ฉันก็นั่งทำหน้างงๆ อยู่ได้สักพักหนึ่ง ลุงแก่คงสงสารพวกฉันเลย เอาหมวกใบหนึ่งที่มีหน้าตาแบบหมวกชาวสวน
มาให้ฉันแล้วก็บอกว่า นี้ไง “หมวกกุ้ยเล้ย” ฉันกับเลยถึง ณ บ้างอ้อกัน ว่าจริงแล้วมันก็คือหมวกชาวสวนดีนั้นเอง แต่สมัยก่อนเขาเรียนกัน “หมวกกุ้ยเล้ย”
ลุงแก่ก็บอกว่า สิ่งสำคัญในการทำ “หมวกกุ้ยเล้ย” ก็คือ การเลือกไม้ไผ่ที่จะมาทำ ต้องเป็นไผ่ตง ซึ่งจะมีความอ่อน เวลานำมาใช้จะสานง่าย
หลังจากนั้น ก็ขึ้นโครงด้วยไม้ไผ่ พอขึ้นเสร็จก็นำตอก (ไม้ไผ่ที่นำมาผ่าให้เหลือเป็นแผ่นบางๆ) มาสอดตามโครง เสียบยอดหุ้มด้วยกระดาษชุบน้ำมัน
แล้วก็ถักหุ้มหัวอีกชั้นหนึ่ง จากนั้นก็ใช้คล้ายึดหมวกให้ตรึงตรงขอบของหมวก แล้วก็นำไปขาย ตกใบละประมาณ 60-80 บาท ถือว่าไม่แพงเลย
กับแต่ละขั้นตอนล้วนแต่เป็นงานที่ทำขึ้นมาด้วยฝีมืิล้วนๆ

การสานหมวกกุ้ยเล้ย
ต้องขอขอบคุณ คุณลุง ณ เมืองโบราณด้วยนะค่ะ ที่ทำให้ฉันได้มีความรู้ใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง ทั้งๆ ที่บางครั้งเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามาก แต่เรา
กลับไม่ใส่ใจมันเลย กลับไปให้ความสำคัญกับสิ่งที่ไกลตัวมากจนเกินไป ขอบคุณค่ะ

ที่มาของภาพ
gotoknow.org/blog/thaikm/62097และccs.nfe.go.th/bangkhla/index.php?name=knowledge1&file=readknowledge&id=30

ประวัติศาสตร์ของหมวก ตอนที่ 1

หมวก ถ้าให้พูดถึงของสิ่งนี้ คงไม่มีใครเลยที่จะไม่รู้จัก หลายๆ คนก็คงรู้ถึงวิธีใช่ และประโยชน์ของหมวกอีกด้วย ไม่ว่าจะใช่สำหรับบังแสงแดดอันร้อนแรงของบ้านเรา  บางคนก็ใช้หมวกบอกถึงตำแหน่งหน้าที่การงานของอาชีพนั้นๆ เช่น พยาบาล ทหาร ตำรวจ และพ่อครัว เป็นต้น รวมไปถึงในปัจจุบันได้มีหมวก มีแบบมากมายหลายรูปแบบ ให้ได้เลือกสวมใส่กัน แล้วแต่ความต้องการใช่งานของแต่ละบุคคล แต่จะมีกี่คน ที่จะรู้ว่าที่มาของหมวกนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยไหน และรูปทรงของหมวกในแต่ละยุคเป็นอย่างไรกันบ้าง

หมวก ลักษณะเป็นคำนาม หมายถึง เครื่องสวมศีรษะมีรูปต่าง ๆ เพื่อเป็นเครื่องประดับหรือกันแดดกันฝนเป็นต้น  (ที่มา : พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน)

ถ้า จะให้พูดถึงหมวกในยุคแรกๆ นั้น ได้ถูกทำขึ้นมาจากหนังของสัตว์ แล้วนำเอามาคลุมหัวไว้เพื่อปกป้องอันตรายต่างๆ ถ้าจะให้เรียกว่าหมวกก็คงจะยังไม่ได้ เพราะรูปทรงคงจะไม่เหมือนหรือคล้ายกับหมวกในสมัยนี้เท่าที่ควร

อาณาจัก รกรีกโบราณถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของหมวกในยุคแรกๆ ซึ่งก็เรียกว่า Pileus เป็นหมวกที่มีรูปทรงคล้ายกับศีรษะของมนุษย์มากกว่าการนำผ้ามาคลุมไว้บนศีรษะ ต่อมา The Phrygian cap ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการปลดปล่อยอิสรภาพ ที่ชาวกรีกและโรมัน ได้ให้กับทาสเพื่อแสดงว่าทาสเหล่านั้นได้ถูกปลดปล่อยเป็นอิสระ และหมวก The Peatasos เป็นหมวกที่มีปีกใบแรก ซึ่งได้ถูกคิดค้นโดยชาวกรีกโบราณนั้นเอง หมวกทั้ง 3 ชนิดนี้มีลักษณะไม่ค่อยจะแตกต่างกันมากเท่าไรหนัก และถูกออกแบบสำหรับไว้ให้ผู้ชายได้สวมใส่เท่านั้น

1.กลีบหน้า คือ ส่วนประกอบผ้า 2 ชิ้น เรียกว่าชิ้นกลีบคู่หน้า 2 ชิ้น เป็นชื่อเรียกเพื่ออ้างถึงชิ้นส่วนต่างๆบนหัวหมวก

2.ปัก คือ การนำไหมปักๆ เป็นลวดลายต่างๆ นำมาเย็บติดกับหมวกเพื่อให้หมวกดูโดดเด่นถือว่าเป็นหน้าตาของหมวกก็ว่าได้

3.ปีก คือ เป็นส่วนที่สามารถจัดรูปทรงของหมวกให้อยู่ทรงได้ ความยาวของปีกหมวกที่ต่างกันจะทำให้รูปแบบหมวกที่ออกมาต่างกันด้วยเป็น ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการออกแบบ  เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สามารถเล่นลวดลายต่างๆได้เป็นอย่างดี

4.กุ๊นแซนวิช คือ เป็นการเล่นลวดลายให้กับรีมปีกเพิ่มลูกเล่นให้ดูสวยงาม

5.เดินริมปีก คือ การเย็บโชว์เส้นด้ายที่ริมปีก นอกจากนั้นยังรั้งผ้าเอาไว้ไม่ให้พองออกเมื่อเกิดการงอตัวของปีกพลาสติก

6.วนปีก 3 เส้น คือ เป็นแฟชั่นหมวกแก๊ปก็ว่าได้เพราะจะนิยมวนปีกตั้งแต่ 2 ถึง 4 เส้น ไม่ทำให้ปีกโล่ง เป็นการเย็บด้ายเข็มเดียววนรอบปีกหมวกโดยเสมอกัน

7.ล้มคิ้วหมวก คือ เป็นการเดินด้ายเข็มเดียวเย็บย้ำลงไปเหนือบริเวณรอยต่อระหว่างส่วนปีกกับส่วนหัวเล็กน้อยเพื่อตั้งหมวกให้อยู่ทรงดูสวยงามและเพิ่มลวดลายบนตัวหมวก

8.กลีบข้าง คือ ส่วนประกอบผ้า 2 ชิ้น เรียกว่าชิ้นกลีบข้าง  2 ชิ้นที่อยู่ด้านซ้ายและด้านขวา เป็นชื่อเรียกเพื่ออ้างถึงชิ้นส่วนต่างๆบนหัวหมวก

9.ตาไก่ เจาตาไก่เพื่อระบายและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไหลเวียนอากาศภายในหมวก

10.กระดุม คือ วัสดุทำจากพลาสติกห่อหุ้มด้วยผ้าอยู่ด้านบนของตัวหมวก ใช้ตกแต่งกับงานหมวก ทนทาน ไม่แตกหักง่าย นอกจากนั้นไม่เป็นอันตรายต่อศรีษะเมื่อถูกกระแทกจากด้านบน

11.เย็บตะเข็บ คือ จะช่วยยึดติดชิ้นส่วนต่างๆเข้าด้วยกันแล้ว ยังช่วยเก็บงานให้เรียบร้อยและเพิ่มความแข็งแรงทนทานแก่ตัวหมวกส่งผลให้หมวกอยู่ทรง รวมไปถึงการดึงชิ้นงานปักให้ตั้งรูปอย่างสวยงาม

12.กลีบหลัง คือ ส่วนประกอบผ้า 2 ชิ้น เรียกว่าชิ้นกลีบหลัง  2 ชิ้นที่อยู่ด้านหลังของตัวหมวก เป็นชื่อเรียกเพื่ออ้างถึงชิ้นส่วนต่างๆบนหัวหมวก

13.ชิ้นคล้อง คือ เป็นเข็มขัดใช้ตกแต่งชิ้นคล้องด้านหลังหมวกเป็นตัวล็อคหมวก เพื่อปรับขนาดให้พอดีกับศีรษะของผู้สวมใส่เป็นแบบBuckleโลหะมีห่วงโลหะแบบสอดเข้าข้างใน ใช้งานง่าย  สะดวกในการปรับขนาดให้พอดีกับศีรษะ นิยมนำมาตกแต่งกับหมวกแก๊ป

7.ชิ้นคล้องหมวกแบบเมจิกเทปห่วงโลหะ                        8.ชิ้นคล้องหมวกแบบหัวเข็มขัด

9.ชิ้นคล้องหมวกแบบสแน็ปรางพลาสติก               10.หมวกแบบชิ้นเข็มขัดยางยืดในตัว

11.ชิ้นคล้องหมวกแบบยางยืดผ้าย่น

1.ชิ้นคล้องหมวกแบบตัวล็อคStopper                        2.ชิ้นคล้องหมวกแบบAdjustโลหะ


3.ชิ้นคล้องหมวกแบบBuckle                       4. ชิ้นคล้องหมวกแบบเมจิกเทปห่วงพลาสติก

5.ชิ้นคล้องหมวกแบบAdjustหัวโลหะ                            6.ชิ้นคล้องหมวกแบบเมจิกเทป


NO.                  SIZE                                            ขนาดรอบหัว (วัดเป็นเซนติเมตร)

1.                       SS                                 50, 53.5, 54, 54.5

2.                       S                                   52, 55, 56

3.                       M                                  56.5, 57.5

4.                       L                                   57.5, 58, 59

5.                       LL,  XL                        58.5, 59.5, 60.5

6.                       LLL                              60, 62

7.                      CHILD                         46, 47, 48, 49, 50, 52, 54, (60 COLOUR CAP)

8.                       FREE (F)                    55-59, 56-58, 57.5, 57-59, 56.5-58, 57-59, 56-57.5, 56-59, 57-59


3. ปักนูนเสริม EVA คือการรองโฟมหรือฟองน้ำก่อนหนึ่งชั้นจากนั้นจึงปักไหมทับลง  ชิ้นงานจะออกมาดูมีมิติ นูนโค้ง เพิ่มความโดดเด่นให่แก่ชิ้นงานได้อย่างเด่นชัด สวยงาม

หมวกปักนูนเสริม EVA

4. ปักผ้าสักหลาดคือ ใช้ผ้าสักหลาดปักเป็นหลายต่างๆ  ที่หมวกโดยตรงมีทั้งแบบเย็บปักเก็บขอบและแบบปล่อยดูแล้วเก๋ มีstyle

หมวกปักผ้าสักหลาด

5. ปักติดอาร์มคือ การปักเย็บแถบอาร์มที่ผ่านการปักเรียบร้อยแล้วมาเย็บกับปีกหมวกจะติดชิ้น อาร์มที่ปีกหรือด้่านข้างตัวหมวกเพิ่มความโดดเด่นกว่าการปักโดยตรงกับผ้า

หมวกปักติดอาร์ม

งานสกรีนคือ เป็นงานที่มีความละเอียดและความอ่อนช้อยเน้นความสวยงามของลายเส้นเป็นพิเศษโดยส่วนมากจะนิยมสกรีนลายสีเดียวกันหมดเพราะถ้าจะลงสีหลายสีจะทำอยากลำบากกว่าการลงสีเดียว เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความละเอียด  สามารถนำมาสกรีนกับผ้าได้ทุกชนิด นำมาสกรีนที่ส่วนต่างๆ  ของหมวกได้แก่ กลีบหัว กลีบข้าง ด้านในหมวก  ชิ้นปีก สามารถนำมาตกแต่งได้ทุกทรงหมวก งานสกรีนมีดังนี้

1. สกรีนพิมพ์สียางธรรมดาเหมาะกับงานหมวกที่ไม่ฟอก ข้อด้อยคือสีบาง หลุดง่าย

หมวกสกรีนพิมพ์สียาง

2. สกรีนพาสทิซอลเหมาะกับงานฟอกเพราะสีคุณภาพดี สีจะติดกับผ้าได้นานกว่าสกรีนพิมพ์สียางธรรมดา นิยมนำมาใช้กับหมวก Camel

หมวกสกรีนพาสทิซอล

3. พิมพ์อื่นๆ เช่นพิมพ์สกรีนอัดสักหลาด จะตกแต่งโดยการใส่ขนสักหลาดที่ตัวสกรีน หรือสกรีนติดเพชร สกรีนติดหมุด

หมวกสกรีนอัดขนสัดหลาด

โรงงานผู้ผลิตหมวกคุณภาพ

Fashion Hat

Recommend Hat Factory

รวมบทความเกี่ยวกับหมวก

ลงโฆษณา

โฆษณาจาก Google